ผู้เขียน: admin

ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ถ้าต้องใส่เครื่องช่วยฟัง

       อย่างที่รู้กันอยู่ว่าเครื่องช่วยฟังคือเครื่องที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงชัดขึ้น ซึ่งอาการไม่ได้ยินเสียงหรืออาการของคนหูตึงแบ่งความตึงได้หลายระดับและคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหูตึงก็มักจะเป็นคนแก่ที่อายุมากแล้ว แต่ใช้ว่าคนที่อายุยังน้อยจะมีปัญหาเกี่ยวกับหูไม่ได้เพราะว่านอกจากอาการหูตึงจะเป็นสาเหตุที่เราต้องใส่เครื่องช่วยฟังแล้ว สาเหตุอย่างอื่นที่ทำให้ความสามารถในการได้ยินของหูเราลดลงก็ทำให้เราจะเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟังด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ทุกคนต่างมีโอกาสที่จะพบปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินได้ทั้งนั้นหากเราไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอง และทำในสิ่งที่เสี่ยงต่ออาการหูตึง

        สำหรับคนที่เคยได้ยินเสียงจากหูของตัวเองมาโดยตลอด แต่อยู่มาวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จนมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน จนต้องมาใช้เครื่องช่วยฟัง อาจจะมีความรู้สึกเกิดความอับอายที่จากปกติเป็นคนหูดีมาตลอดแต่ตอนนี้กลับต้องมาใช้อุปกรณ์ชนิดนี้ในการช่วยฟัง ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตเครื่องช่วยฟังได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความสบายใจในการใช้งาน ไม่รู้ได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนพิการที่ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง และเพื่อเป็นการซ่อนอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังไม่ให้คนอื่นมองเห็นแล้วนำมาล้อเลียน ทางบริษัทจึงได้ผลิตเครื่องช่วยฟังที่สามารถสอดใส่เข้าไปในรูหู

ซึ่งคนภายนอกแทบจะมองไม่ออกเลยว่าคุณกำลังใส่ เครื่องช่วยฟัง อยู่ เพื่อให้คุณสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างสบายใจไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกแตกแยก ซึ่งหูฟังแบบนี้จะมีการออกแบบมาเฉพาะคนที่สวมใส่สามารถสอดเข้าไปในรูหูได้อย่างพอดี เห็นไหมคะว่าแค่นี้ เรื่องที่คุณใส่เครื่องช่วยฟังก็ไม่ต้องน่าอายอีกต่อไป  สำหรับเครื่องช่วยฟังหาซื้อได้ทั้งตามโรงพยาบาล ตามร้านค้าที่ขายเฉพาะเครื่องช่วยฟัง หรือตามเว็บไซต์ต่างๆจะมีหลายราคาแตกต่างกันไป และที่สำคัญ

หากคุณมีการทำประกันสังคมไว้ และมีการยืนยันจากแพทย์ว่าคุณ เป็นโรคเกี่ยวกับการได้ยินจริง จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังคุณสามารถเบิกเงินกับประกันสังคมได้ข้างละ 125000 บาท มาช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับคุณได้ด้วย ซึ่งสิทธิ์การเบิกค่าซื้อเครื่องช่วยฟังนี้ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการก็สามารถเบิกได้เช่นกัน โดยติดต่อหน่วยงานของแต่ละที่ที่ตนเองสังกัดอยู่นำเอกสารไปยืนยันทำเรืองของเบิก  

           การได้ยินเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกคน ดังนั้นหากเรามีปัญหาไม่สามารถได้ยินเสียงได้ชัด การปล่อยทิ้งไว้แบบนี้อันตรายกับตัวเรามากกว่าทั้งเรื่องปัญหาที่จะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง การเริ่มอายที่จะเข้าสังคม การทำงานที่ยากลำบากขึ้นหากมีเครื่องช่วยฟังมาช่วยให้การฟังดีขึ้นปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป 

ไม่กินอาหารตอนเช้า จะอ้วนขึ้นจริงหรือ?


ผู้ที่ไม่ทานมื้อเช้า หรือมีชีวิตที่เร่งรีบจากการเดินทางไปทำภาระกิจในช่วงเวลาเช้าแต่ละวัน จนถึงทำให้ไม่ค่อยได้กินข้าวในตอนเช้า นอกเหนือจากการที่จะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคกระเพาะอักเสบแล้ว อาจจะก่อให้อ้วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กว่าเดิมได้อีกด้วย!

ไม่กินอาหารตอนเช้า จะอ้วนขึ้นจริงหรือ?
ใช่แล้วจ้ะ ใครๆ ก็รู้ดีว่าอาหารเช้านั้นสำคัญมากแค่ไหน เนื่องจากว่ามื้อเช้าเป็นมื้อแรกของวัน ตรงเวลาที่ร่างกายของพวกเราอยากได้พลังงานเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ไปทั้งวัน แถมยังไม่มีอะไรตกลงมาถึงกระเพาะตั้งแต่เมื่อคืนนี้ โดยเหตุนี้ถ้าพวกเราผ่านมื้อเช้า แล้วไปทานมื้อกลางวันเลย บางบุคคลบางทีก็อาจจะคุ้นชินจนถึงไม่รู้เรื่องสึกอะไร ขอให้รู้เอาไว้ว่ามันจะยิ่งทำให้เราหิวมาก กระทั่งทานมากจนเกินความจำเป็น ทำให้พลังงานสะสมภายในร่างกายมากเกินความจำเป็น ออกมาในรูปของไขมันส่วนเกินต่างๆ ได้นั่นเอง

ควรจะทานอะไรเป็นข้าวเช้า ถึงจะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพเยอะที่สุด?

ข้าวเช้าที่ดีที่สุดเป็นอาหารที่ประกอบไปด้วยสารอาหารขั้นต่ำ 2 อย่าง คือ

– คาร์โบไฮเดรต: แป้ง น้ำตาลจากผลไม้กับผัก ย่อยออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ที่ร่างกายอยากได้
รวมทั้งเพื่อไม่ให้ระดับกลูโคสน้อยลงระหว่างการเดินทางไปดำเนินการตลอดตอนเช้า และไม่ทำให้พวกเราหิวเร็วเกินความจำเป็น จะต้องทานผัก ผลไม้ โยเกิร์ต หรือโฮลเกรน

– โปรตีน – เนื้อสัตว์ ถั่ว นม ไข่ ช่วยควบคุมความต้องการของกินของพวกเราไปตลอดวัน โดยโปรตีนจะถูกย่อยให้เป็นเปปไทน์ ซึ่งเปปไทน์จะส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนที่ควบคุมความหิว การทานโปรตีนถึงทำให้พวกเราอิ่มได้นาน ไม่หิวจนกระทั่งต้องกินอาหารมากจนเกินความจำเป็นในมื้อต่อๆไป

ข้าวเช้าที่แนะนำให้ทานเพราะมีคุณประโยชน์ที่ดี

– โจ๊กหมู โจ๊กใส่ไข่ ข้าวต้มหมู

– โยเกิร์ตใส่ผลไม้ (กรีกโยเกิร์ต จะมีโปรตีนสูงยิ่งกว่าโยเกิร์ตทั่วๆ ไป)

– ข้าวโอ๊ต ใส่ผลไม้ นม

– ขนมปังโฮลวีต แซนวิช

มื้อเช้าเป็นมื้อที่ต้องมีให้ได้เลยนะคะ ตื่นตอนเช้าให้เร็วกว่าเดิมสัก 10 นาที พวกเราก็จะมีเวลากินอาหารในตอนเช้ากันแล้ว ครั้งนี้รับประกันว่าสุขภาพแข็งแรง ไม่อ้วนง่ายแน่ๆ

เครื่องดูดความชื้นของเครื่องช่วยฟัง

          อย่างที่เราทราบกันดีว่าหากเรามีเครื่องช่วยฟังจะต้องมีวิธีการเก็บรักษาอย่างดีเพื่อให้เครื่องช่วยฟังทำงานได้อย่างมมีประสิทธิภาพไม่เสียหายง่าย ดังนั้นหนึ่งในสิ่งที่จะช่วยให้เราดูแลรักษาเครื่องช่วยฟังได้เป็นอย่างดีคือ เครื่องดูดความชื้นของเครื่องช่วยฟัง หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเครื่องช่วยฟังมีหลักการทำงานอย่างไร ดังนั้นเราจึงความทราบการทำงานอย่างคราวๆของเจ้าเครื่องดูดความชื้นเครื่องช่วยฟังตัวนี้กันค่ะ

         สำหรับ เครื่องดุดความชื้นของเครื่องช่วยฟังนั้นมี 2 แบบคือ 

  1. เครื่องดุดความชื้นเครื่องช่วยฟังแบบใช้พัดลมเป่า   หลักการทำงานเครื่องดูดความชื้นเครื่องช่วยฟังนั้นเป็นการเอาอากาศจากภายนอกเครื่องไปในตัวเครื่องโดยการใช้พัดลมเป่าโดยภายในตัวเครื่องจะมีสารดูดความชื้น ซึ่งสารตัวนี้จะมีกำหนดเวลาที่ต้องเปลี่ยน ดังนั้น เราต้องมีการเปลี่ยนทุกครั้งที่ถึงกำหนดและผลเหล็กที่จะช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นกับตัวจัดการดุดความชื้นนั้นก็คือ ขดลวด สำหรับข้อเสียของเจ้าเครื่องนี้คือ หากพัดลมที่พัดอากาศจากภายนอกเข้ามาในเครื่องเสียจะมีผลกับการทำงานของตัวเครื่อง และด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดใหญ่จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ไฟในการทำงานในปริมาณมาก
  2. เครื่องดูดความชื้นเครื่องช่วยฟังด้วยการระบายอากาศให้มีการไหลเวียน โดยหลักการนี้จะมีอากาศไหลผ่านด้านใต้ของตัวเครื่องและเมื่อไหลผ่านแผ่นอลูมิเนียมอุณหภูมิของอากาศก็จะอุ่นขึ้นแล้วอุณหภูมิที่อุ่นจะลอยตัวขี้นด้านบนที่มีเครื่องช่วยฟังอยู่ตรงนั้น โดยอุณหภูมิที่ผ่านเครื่องช่วยฟังจะอยู่ที่ประมาณ  40 องศาเซลเซียสและถูกระบายให้ลอยออกไปนอกเครื่องดูดความชื้น ดังนั้นเมื่ออากาศมีการหมุนเวียนเข้าแล้วออกตลอดเวลาจึงไม่จำเป็นต้องใช้พัดลมและสารดูความชื้น ดังนั้นข้อดีของการไม่ต้องใช้พัดลมจึงทำให้เครื่องนี้มีขนาดเล็กและไม่จะเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามาก ค่าใช้จ่ายก็ถูกลงเพราะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสารดูดความชื้น

          ในเครื่องดูดความชื้นจะมีการฆ่าเชื้อด้วยหลอด UV  และที่สำคัญเรายังสามารถรู้สถานะของแบตเตอรี่ของเครื่องช่วยฟัง และรับรู้ว่ามีแบตเตอรี่เหลือเท่าไหร่ได้อีกด้วย

ส่วนวิธีการใช้งานจะมี 2 แบบคือ แบบที่ต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากตัวเครื่องกับแบบที่ไม่ต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องแต่ให้เปิดช่องใส่แบตเตอรี่เอาไว้ ซึ่งวิธีการแบบนี้ให้เครื่องทำงานอุปกรณ์ไม่เสียหายและเราก็จะไม่ทำแบตเตอรี่หายด้วย

          ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อเครื่องดูความชื้นได้ทุกที่ที่มีการขายเครื่องช่วยฟังเพราะทางร้านจะต้องแนะนำให้ซื้อคู่กันอยู่แล้วรวมถึงการซื้อผ่านร้านขายของออนไลน์ก็มีขาย ซึ่งจะมีให้เลือกซื้อหลายยี่ห้อในราคาที่แตกต่างกัน

สาเหตุของโรคลำไส้อักเสบส่วนปลาย

โรคลำไส้อักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในส่วนลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อหรือได้รับสารพิษทั้งสิ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

โรคลำไส้อักเสบฉับพลัน
ลำไส้อักเสบแบบเฉียบพลัน เกิดจากการติดเชื้อในลำไส้ หรือได้รับสารพิษ ซึ่งทั้งสองอย่างมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไปซึ่งมีสิ่งเหล่านั้นปะปน เชื้อที่พบมากในอาหารได้แก่ เชื้ออีโคไล โนโวไวรัส ซาลโมเนลลา ชิเกลลา ฯลฯ รวมถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น ได้รับสารพิษเข้าไปในร่างกายผ่านระบบทางเดินอาหาร เช่น กินเห็ดพิษเข้าไป ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด แพ้สารอาหารบางอย่าง เช่น น้ำตาลแลคโตส กลูเต็น เป็นต้น

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ได้อธิบายไว้ว่า ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่ทำงานมากผิดปกติ ซึ่งพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมและมีความเข้าผิดว่าลำไส้ของตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม ต้องพยายามกำจัดทิ้ง จึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น คล้ายกับ “โรคพุ่มพวง” ต่างกันที่โรคพุ่มพวงทำให้เกิดการอักเสบได้ทุกส่วนในร่างกาย แต่โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังจะเกิดการอักเสบที่ระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก แบ่งออกเป็น 2 โรคใหญ่ ๆ คือ

Crohn’s disease
เกิดขึ้นที่ระบบอาหารตั้งแต่ปากถึงทวารหนักส่วนใดก็ได้ แต่โดยมากมักเกิดที่ลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น
• ผนังลำไส้อักเสบบวมคล้ายฝี มีลักษณะตะปุ่มตะป่ำจนช่องภายในลำไส้แคบลง และอาจกลายเป็นลำไส้อุดตันได้

• ผนังลำไส้อักเสบเป็นแผลลึกจนทะลุไปอวัยวะอื่นที่อยู่ติดกัน

• การอักเสบกระจายทั่วไปในลำไส้

Ulcerative colitis
แตกต่างจาก Crohn เพราะจะเกิดที่เฉพาะลำไส้ใหญ่เท่านั้น
ลักษณะของโรค จะเกิดขึ้นเฉพาะที่ผนังลำไส้เท่านั้น และผู้ป่วยมักมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น ข้ออักเสบ ตาอักเสบ ตับอักเสบ เป็นต้น

ตับต้องการวิตามิน เกลือแร่ และผลิตภัณฑ์ของSERGIS

วิตามินและเกลือแร่และผลิตภัณฑ์ของSERGIS ก็มีความจำเป็นต่อตับ

ตับของคนเรานั้นมีหน้าที่อยู่หลายอย่าง และต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดพัก ดังนั้นเราจึงต้องหารตัวช่วยในการทำงานและบำรุงตับของเราให้แข็งแรงเพื่อทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสารอาหารเหล่านี้มักพบได้ใน วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ หากได้รับอย่างเพียงพอแล้วล่ะก็ จะช่วยให้ตับแข็งแรง และทำงานได้อย่างเต็มที่

วิตามินและเกลือแร่นั้น มความสำคัญต่อตับอย่างมากเพราะ การทำงานของตับเองก็ต้องพึ่งวิตามินและเกลือแร่ เข้ามาเป็นส่วนช่วย ทั้งในการย่อยสลาย ให้พลังงาน หรือทดแทนส่วนที่ขาดหายไป ป้องกับตับฝ่อ และช่วยในการสร้างเซลล์ต่าง ๆ

ตัวอย่างของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อตับ

  • วิตามิน เอ จะช่วยในเรื่องคุ้มครองเซลล์ เยื่อบุของตับให้มีความแข็งแรงทนทานต่อไวรัส
  • วิตามิน ซี จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ ขับของเสียสารพิษออกจากตับ ที่อาจจะมาในอาหาร หรือสารปนเปื้อน
  • วิตามิน  ป้องกันเซลล์ตับจากสารอนุมูลอิสระ
  • ซีลีเนียม ป้องกันเซลล์ตับที่โดนโจมตี ไม่ให้เสียหาย และสามารถกลับมาใช้ใหม่ได้

ธาตุเหล็กหรือสังกะสี เป็นสารที่จำเป็นในการฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายของตับ โดยตับนั้นจำเป็นต้องได้รับเซลล์ที่ช่วยในการฟื้นฟูเพื่อทดแทนเซลล์ที่ถูกทำลาย เรามักจะพบเจอในอาหารประเภท ตับสัตว์ ข้าวกล้อง หรือถั่วชนิดต่าง ๆ

ถ้าพูดถึงสารอาหารที่ให้ธาตุเหล็กและสังกะสีมาก จะมีหอยนางรม พริกหวาน ตับสัตว์ ดังนั้น เราจึงควรรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่พอดี เพื่อช่วยซ่อมแซมตับ อีกทั้งการรับประทานอาหารควรจะบริโภคแต่พอดี และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

  • วิตามินเอ พบได้บ่อย ๆ ในอาหารจำพวก ปลาไหล ไข่แดง ตับสัตว์ กุยช่าย แครอท และปวยเล้งเป็นต้น
  • วิตามินบี 1 เนื้อหมู่ ถั่วชนิดต่าง ๆ ข้าวกล้อง
  • วิตามินบี 2 นม ไข่ไก เนื้อหมู นมผงพร่องมันเนย
  • วิตามินซี ผลไม้รสเปรี้ยว หรือชนิดต่าง ๆ อย่างเช่น ดอกกะหล่ำ มะเขือเทศ บร็อกโคลี่ มันฝรั่ง

อย่างไรก็ตามหากได้รับสารอาหารเหล่านี้อ่างเพียงพอ ก็จะช่วยให้ตับมีสุขภาพที่ดี

อาการออฟฟิศซินโดรม แก้ไขได้

 

ข้อมูลผู้ป่วยในไทยปัจจุบันพบว่ากว่า 50% ของพนักงานออฟฟิศ มีอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการนั่งไม่ถูกท่าเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มอาการมีหลากหลาย เช่น ปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า หลังอักเสบ พังผืดทับเส้น ปวดข้อมือ ข้อศอก นิ้วล็อก และกระดูกคอและหลังทับเส้น ทั้งนี้ใช่ว่าอาการออฟฟิศซินโดรมจะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนในออฟฟิศ ผู้ที่ทำงานในแบบอื่นๆ หากไม่มีจัดระเบียบร่างกายให้ถูกต้อง หรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ ก็สามารถเป็นได้เช่นเดียวกันการแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม สามารถทำได้โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาได้ในระยะยาว และเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการตั้งแต่แรกเพราะทำได้ง่ายกว่าการรักษาเมื่อเกิดอาการเรื้อรัง

รักษาตนเองอย่างไรหากมีอาการออฟฟิศ

• ขยับตัวยืดกล้ามเนื้อและปรับท่าทางให้ถูกต้อง
อาการปวดตึงตามจุดต่าง ๆ มีสาเหตุจากการที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายหรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ยิ่งหากอยู่ในท่าทางที่ผิด ก็จะยิ่งทำให้เกิดอาการได้ง่ายขึ้น ดังนั้นควรลุกขึ้นขยับร่างกายบ้างเพื่อเป็นการยืดคล้ายกล้ามเนื้อ และลองศึกษาท่านั่งทำงานที่ถูกต้องดูสักครั้ง

• ปรับอุปกรณ์ในออฟฟิศให้พอเหมาะพอดีกับสรีระ
สภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่เราอยู่ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม หากเก้าอี้ไม่ดี การจัดวางคอมพิวเตอร์บนโต๊ะไม่เหมาะสม ต้องแหงนคอขึ้นและท่านั่งทำให้หลังอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้

• ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของร่างกายแต่ละคนไม่เท่ากัน ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อมากกว่า โอกาสที่จะเป็นออฟฟิศซินโดรมจึงน้อยกว่า สังเกตได้จากการที่บางคนปวดหลังอยู่บ่อยๆ แต่ในบางคนไม่มีพูดว่าปวดกล้ามเนื้อหรือปวดอะไรเลย

• ลดน้ำหนัก ลดการบาดเจ็บ
น้ำหนักตัวมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก โดยเฉพาะการปวดที่หลังกับเข่า หากน้ำหนักตัวมากยิ่งส่งผลต่อหลังและเข่ามาก หากควบคุมน้ำหนักไปด้วยและระวังเรื่องอื่นไปด้วยก็จะลดโอกาสของการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ประโยชน์ดีๆ ของการทานกล้วย

กล้วย หนึ่งในผลไม้ที่หากินได้ง่ายที่สุดชนิดหนึ่ง และเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย มีงานวิจัยออกมาระบุว่า แม้แต่ผลไม้ที่เป็นราชาในเรื่องสุขภาพอย่างแอปเปิ้ล ก็ยังมีประโยชน์ไม่มากเท่ากล้วย จึงยิ่งเป็นการรับประกันว่า การกิน กล้วยนั้น ดีต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน ส่วนจะมีประโยชน์ยังไงบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า

กล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินซี

มีงานวิจัยจาก Imperial College of London ระบุว่าเด็กที่กิน กล้วย 1 ผลต่อวัน จะสามารถลดโอกาสในการเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึง 34%

ธาตุเหล็กในกล้วย มีผลในการผลิตฮีโมโกลบินทำให้เซลล์เม็ดเลือดแข็งแรงขึ้น สามารถบรรเทาอาการโลหิตจางได้

การทานกล้วย 2 ผลก่อนออกกำลังกาย จะรักษามวลกล้ามเนื้อระดับพลังงานของร่างกาย และน้ำตาลในกระแสเลือดได้

ช่วยในการหมุนเวียนของน้ำตาลในกระแสเลือดลดอาการปวดประจำเดือน และทำให้อารมณ์มั่นคงขึ้นได้

สามารถช่วยลดการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือดได้เนื่องจากมีโพแทสเซียมสูง

ช่วยรักษาโรคซึมเศร้า ภาวะความเครียดเพราะมีโปรตีนที่ช่วยในการผลิตสารซีโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ซึ่งช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลาย

การกินกล้วยระหว่างมื้ออาหาร จะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและช่วยลดอาการคลื่นไส้จากการแพ้ท้อง

ช่วยลดอัตราการเกิดตะคริวบริเวณมือ เท้า และน่องหลังออกกำลังกาย และช่วงกลางคืนได้

มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจึงสามารถช่วยป้องกันมะเร็งไต และการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา

จะเห็นได้ว่ากล้วยมีประโยชน์มากมาย แถมราคาก็ไม่ได้แพง ซื้อไว้สักหวีสองหวี กินกันในครอบครัว หรือที่ทำงาน จะได้มีสุขภาพดีกันถ้วนหน้าไปเลย

วุ้นตาเสื่อม คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

วุ้นตาเสื่อมคืออะไร
โดยปกติ ลูกตาเราจะมีวุ้นตา (vitreous) อยู่ภายในช่องตาส่วนหลังเพื่อคงรูปร่างของลูกตา ตั้งแต่เกิดวุ้นตาจะมีลักษณะเป็นเจลหนืด ใส ยึดติดกับจอตาที่บุอยู่ภายในลูกตาโดยรอบ ซึ่ง 99% ของวุ้นตาเป็นน้ำ ส่วนที่เหลือประกอบด้วยโปรตีน เส้นใย เช่น คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก และสารเกลือแร่ต่างๆ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรืออาจจะเร็วขึ้นในบางภาวะ วุ้นตาจะเสื่อมตัวกลายสภาพเป็นน้ำ เส้นใยไฟเบอร์ขนาดเล็กในตาจะหดจับกันเป็นก้อนตะกอนขุ่น และวุ้นตาจะลอกออกจากผิวจอตา ทำให้เห็นเป็นเงาดำ อาจเป็นจุดเล็กๆ เส้นๆ หรืออาจเป็นวงๆลอยไปมาในตา เรียกภาวะนี้ว่า posterior vitreous detachment (PVD) ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกของวุ้นตาที่เกาะอยู่เป็นวงรอบขั้วประสาทตา

ขณะที่วุ้นตาลอกตัวจากจอตา อาจมีการดึงรั้งของวุ้นตาที่จอตาบางบริเวณที่ยึดติดแน่น ทำให้เกิดการฉีกขาดที่จอตา พบได้ 10-20% ของผู้ป่วยที่มีวุ้นตาเสื่อม ซึ่งมักทำให้มีอาการเห็นแสงไฟวาบขึ้นในตา โดยจะเห็นชัดเจนในที่มืด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่ภาวะจอตาหลุดลอก (retinal detachment) และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

วุ้นตาเสื่อมเกิดจากอะไร

วุ้นตาเสื่อมอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • ภาวะความเสื่อมตามวัย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
  • การอักเสบในวุ้นตาและจอตา (intermediate and posterior uveitis) ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกาย การติดเชื้อ หรือภาวะทางกายอื่นๆ เช่น มะเร็ง
  • ภาวะเลือดออกในน้ำวุ้นตา จากอุบัติเหตุหรือโรคที่ทำให้มีความผิดปกติของหลอดเลือด

ปัจจัยเสี่ยงคืออะไร

  • อายุเกิน 50 ปี
  • สายตาสั้น
  • เคยมีอุบัติเหตุที่ตา
  • ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดต้อกระจก
  • เบาหวานขึ้นจอตา
  • การอักเสบในตา

ทำอย่างไรเมื่อมีวุ้นตาเสื่อม

แม้ว่าโดยส่วนใหญ่วุ้นตาเสื่อมมักเกิดจากความเสื่อมตามวัย อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ควรพบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัย หาสาเหตุอื่นๆที่อาจเกี่ยวข้อง และรับการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอาการดังนี้ คือ เห็นเงาดำจุดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นแสงวาบในตา หรือเห็นเงาคล้ายม่านบังตาบางส่วน ควรรีบพบจักษุแพทโดยเร่งด่วน

ควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อมาพบแพทย์
ผู้ที่มีอาการของวุ้นตาเสื่อม จำเป็นต้องได้รับการตรวจวุ้นตาและจอตา โดยแพทย์จะทำการตรวจตาส่วนหน้าก่อน หลังจากนั้นจะหยอดยาขยายรูม่านตาเพื่อที่จะสามารถตรวจดูจอตาและวุ้นตาได้อย่างละเอียด ซึ่งหลังจากหยอดยาขยายรูม่านตาแล้ว จะทำให้ตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้ และใช้สายตาในระยะใกล้ไม่ได้ เป็นเวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง โดยอาจจะไม่ปลอดภัยหากต้องขับรถเอง และควรเตรียมแว่นกันแดดเพื่อช่วยลดอาการตาสู้แสงไม่ได้

วุ้นตาเสื่อมรักษาอย่างไร
โดยมากวุ้นตาเสื่อมไม่จำเป็นต้องรักษา การเห็นเงาดำลอยไปมาในตาอาจก่อให้เกิดความรำคาญ แต่จะไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะสามารถปรับตัวได้ และเงาดำหรือแสงวาบจะค่อยๆลดลงและหายไปในที่สุด
กรณีที่พบการฉีกขาดของจอตาร่วมด้วย ต้องได้รับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือการจี้ความเย็น เพื่อปิดรอยฉีกขาดและป้องกันการเกิดจอตาหลุดลอกตามมา
รักษาโรคทางตาอื่นๆที่เป็นสาเหตุ

สิ่งที่ไม่ควรทำหลังออกกำลังกาย

1. การยืดเส้นยืดสายไม่ควรทำหลังจากเลิกเล่น : การยืดเส้นยืดสาย อันที่จริงแล้วนั้น พวกเราได้ลงมือปฏิบัติไปแล้วในช่วงที่เราวอร์มอัพร่างกาย เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้เราพร้อมสำหรับการออกกำลังกายหนักนั่นเอง การทำให้ร่างกาย อวัยวะทุกส่วนพร้อมกับการออกกำลังกาย เราปฏิบัติกันตั้งแต่ก่อนเล่น แต่ว่าเมื่อเล่นเสร็จ แค่เรานั่งพักให้หายเหนื่อยก็พอแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องมายืดแขน ยืดขา เพราะถ้าหากเป็นแบบนั้นก็จะเป็นการทำให้กล้ามเนื้อส่วนที่เราออกกำลังกายไปนั้นค่อนข้างที่จะช้ำมากกว่าเดิมได้อีกด้วย

2. หลีกเลี่ยงการดื่มเกลือแร่มากจนเกินไป : แม้ว่าในโฆษณาจะระบุว่า นักกีฬาอาชีพส่วนใหญ่ที่ออกกำลังกายเสร็จ พวกเขาจะดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หรือเครื่องดื่มชูกำลังกันก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วถ้าหากเรานานๆดื่มทีก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าดื่มทุกครั้งที่เล่นเสร็จก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่นัก เพราะว่า การดื่มเกลือแร่นั้นเท่ากับว่าคุณรับเอาปริมาณน้ำตาลเข้าไปด้วย ในเครื่องดื่มประเภทนี้มีปริมาณของน้ำตาลอยู่มากพอสมควรเลยทีเดียว หลีกเลี่ยงและเปลี่ยนมาเป็นการดื่มด้วยน้ำสะอาดแทนจึงจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด

3. อย่าหักโหมในการทำคาร์ดิโอ : การทำ คาร์ดิโอคืออะไร มันคือการออกกำลังกายเบาๆเพื่อสลายไขมันนั่นเอง โดยส่วนใหญ่ การทำคาร์ดิโอส่วนมากจะเป็นการวิ่ง หรือการปั่นจักรยานไฟฟ้านั่นเอง แต่กระนั้นแล้ว ก็มีคนหลายคนเลยเหมือนกันที่ว่าหลังจากออกกำลังเสร็จแล้วก็ยังอุตส่าห์มีแรงเหลือที่จะไปทำคาร์ดิโอหนักๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดี การโหมมากเกินไปอาจจะทำให้คุณหมดแรงไปโดยใช่เหตุ จึงควรทำคาร์ดิโอเบาๆน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากกว่านั่นเอง

4. อย่าปล่อยให้เวลากินอาหารห่างไปจากตอนออกกำลังกายมากนัก : การออกกำลังกายนั้นหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จ เราสมควรที่จะกินอาหารหลังจากเล่นเสร็จประมาณ 15-20 นาทีโดยประมาณ หากว่าเรากินอาหารเลตไปกว่านี้ ร่างกายเราจะใช้เวลานานและระบบย่อยอาหารจะทำงานหนักมาก ดังนั้น ในช่วงที่ร่างกายยังทำงานเต็มที่อยู่ เราจึงสมควรที่จะรีบกินอาหาร และให้กินอาหารที่มีโปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรตเข้าไปเติมเต็มส่วนที่เราเพิ่งจะเสียไปตอนที่ออกกำลังกายด้วย

5. อย่าปล่อยให้ตัวเองใส่เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อนานเกินไป : หลังจากที่คุณออกกำลังกายเสร็จ อย่าเพิ่งคิดว่าตากแอร์ในฟิตเนสหรือตากลมในด้านนอกจะช่วยให้คุณตัวแห้งเร็ว เสื้อผ้าคุณเต็มไปด้วยเหงื่อ มันจะทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่สะสมเชื้อโรค สิวจะขึ้นตามตัวคุณ รีบกลับบ้านแล้วถอด อาบน้ำจะดีที่สุด

ลดอาการบมน้ำด้วยผลไม้ 5 ชนิด

อาการบวมน้ำในร่างกายของเราเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากอาการเจ็บป่วย การแพ้ยาบางชนิด รวมทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตผิดๆ บางอย่าง อย่างการกินอาหารที่มีรสจัด โดยเฉพาะรสเค็มจัดและเผ็ดจัด เพราะเกลือมีส่วนในการเพิ่มปริมาณของเหลวในร่างกาย จึงส่งผลทำให้เกิดอาการบวมน้ำ แต่การกินอาหารหลายๆ ชนิดก็สามารถช่วยลดอาการบวมน้ำลงได้ ลองไปดูกันดีกว่ามีอะไรที่กินแล้วช่วยให้รูปร่างดี ไม่มีปัญหาเรื่องบวมน้ำให้ต้องกังวลใจอีกต่อไป

1. กล้วยหอม

กล้วยหอม ถือเป็นอาหารลดน้ำหนักของหลายๆ คน เพราะจะช่วยให้อยู่ท้อง ไม่ทำให้รู้สึกหิวบ่อย นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก เนื่องจากกล้วยเป็นแหล่งของไฟเบอร์สูง ไม่เพียงเท่านั้น กล้วยหอมยังมีวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ วิตามินบี1 และบี2 ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการเผาผลาญน้ำตาลและไขมันในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยไม่ให้ตัวบวมจากการสะสมของไขมันส่วนเกินได้นั่นเอง

2. ส้ม

แม้จะดูเป็นผลไม้พื้นๆ หากินได้ทั่วไป แต่ส้ม ก็ถือเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ให้ประโยชน์หลายอย่างต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากวิตามินซี แก้ท้องผูก มีส่วนช่วยในการปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันเลือด และดีต่อหัวใจ เพราะมีโพแทสเซียมที่ช่วยในการไหลเวียนของเลือดและยังช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้เหมาะสม ซึ่งเมื่อระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมส่งผลต่อการมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีตามไปด้วย

3. แตงโม

คนที่อยากลดน้ำหนัก แตงโมถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นผลไม่ที่มีรสหวาน แต่แคลอรีต่ำ นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้ตัวบวม เนื่องจากแตงโมจะช่วยลดการสะสมของไขมันเลวในร่างกาย และในแตงโมยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไลโคปีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็ง วิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา รวมทั้งยังช่วยบำรุงผิวและเส้นผม ตลอดจนช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

4. สับปะรด

สับปะรด เป็นผลไม้ที่นิยมกินเป็นของหวานหรือของว่างหลังจากกินอาหารมื้อหลัก โดยกินสับปะรดแล้วจะช่วยลดอาการแน่นท้อง เนื่องจากในสับปะรดมีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารจำพวกโปรตีน ช่วยแก้อาการท้องผูก ดีต่อการทำงานของระบบขับถ่าย นอกจากนี้ ยังช่วยลดและรักษาอาการบวมน้ำ ใครที่รู้สึกว่าตามร่างกายมีไขมันส่วนเกิน ก็ต้องลองกินสับปะรดเป็นประจำ รับรองจะช่วยแก้ปัญหาได้ไม่มากก็น้อย

5. แตงกวา

ในแตงกวามีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า เควอซิทิท ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการตัวบวม โดยแตงกวาสามารถช่วยขับปัสสาวะ ลดการสะสมน้ำที่เกินความจำเป็นในร่างกาย ถือเป็นอาหารที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก

นอกจากการกินอาหารเหล่านี้เพื่อลดอาการบวมน้ำแล้ว สาวๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด ตลอดจนขนมกรุบกรอบต่างๆ ที่ปรุงแต่งรส เพราะขนมเหล่านี้ล้วนมีโซเดียมที่ทำให้บวมน้ำค่อนข้างมากนั่นเอง หันมากินผักผลไม้และดื่มน้ำสะอาดมากๆ ควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำจะดีกว่า แต่หากอาการบวมน้ำยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด